รู้จัก..ไวรัสตับอักเสบ บี

รู้จัก..ไวรัสตับอักเสบ บี

13 Jul 2017

           

 

          ไวรัสตับอักเสบบี  เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย พบว่า คนไทยมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในเลือดรัอยละ 6 – 10 หรือ ประมาณ 6 – 7 ล้านคน ซึ่งเป็นพาหะของโรคหรือมีอาการเรื้อรัง

การติดต่อ

1.ติดจากมารดาซึ่งมีเชื้อในเลือด ติดต่อสู่ทารกในตอนคลอด เนื่องจากในวัยเด็กภูมิคุ้มกันยังไม่ดีพอ โอกาสกำจัดเชื้อไวรัสได้ยาก

2. ติดต่อทางเลือด เช่น การรับเลือดและผลิตภัณฑ์ของเลือดที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (การติดต่อทางเลือดนี้  ลดลงมาก นับตั้งแต่มีการตรวจคัดกรองเมื่อบริจาคเลือด)

3.ติดต่อทางเข็มฉีดยา  การฝังเข็ม และเครื่องมือต่างๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อ

4.ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากเชื้อนี้สามารถตรวจได้ในน้ำตา  น้ำมูกในโพรงจมูก น้ำอสุจิ เยื่อเมือกช่องคลอด  เลือดประจำเดือน และน้ำคร่ำ ดังนั้นจึงสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์และเมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งดังกล่าว

อาการ

            เมื่อมีการติดเชื้ออาจมีอาการได้เป็น 3 แบบ คือ

1.เป็นพาหะของโรค ตรวจพบเชื้อในเลือด แต่ไม่มีอาการใดๆ และตรวจเลือดไม่พบว่ามีตับอักเสบ แต่สามารถ  แพร่เชื้อไห้ผู้อื่นได้

2.ตับอักเสบเฉียบพลัน มีอาการตับอักเสบ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืดท้องเฟ้อ อ่อนเพลีย ไข้ต่ำๆ และตามมาด้วยอาการตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อาการจะหายภายใน 1 – 4 สัปดาห์ บางรายอาจเป็นนานถึง 6 สัปดาห์ ภายใน 10 สัปดาห์การทำงานของตับส่วนใหญ่กลับสู่ปกติ และมีภูมิคุ้มกัน และส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงจนตับวายและเสียชีวิต

3.อาการตับอักเสบเรื้อรัง คือ หลังได้รับเชื้อมีอาการตับอักเสบติดต่อกันเป็นเวลายาวนานตรวจเลือดพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของ SGPT, SGOT ติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือไม่มีอาการก็ได้ สามารถทำให้เกิดเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในบางราย

ผู้ที่ติดเชื้อจากมารดาในวัยทารกมีโอกาสเป็นพาหะ หรือเป็นตับอักเสบเรื้อรัง 50 – 90% เนื่องจากภูมิคุ้มกันในวัยทารกยังไม่แข็งแรง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ มีโอกาสเป็นพาหะหรือเป็นตับอับเสบเรื้อรังร้อยละ 10 เท่านั้น

 

การรักษา    แบ่งผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม

1.กลุ่มที่เป็นพาหะ ได้แก่ ผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัส โดยไม่มีอาการและตรวจการทำงานของตับปกติ ในกลุ่มนี้ความรุนแรงไม่มาก และโอกาสตอบสนองต่อการให้ยาต้านไวรัสน้อย ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ยาต้านไวรัสในระยะนี้

2.กลุ่มที่สอง  ได้แก่  ตับอักเสบเรื้อรัง  ผู้ป่วยอาจมีหรือไม่มีอาการ  ตรวจพบเชื้อไวรัสและตรวจการทำงานของตับ SGOT, SGPT สูงกว่าค่าปกตินานกว่า 6 เดือน กลุ่มนี้พิจารณาให้ยาต้านไวรัส เมื่อมีปริมาณไวรัสสูงมากกว่า 100,000 copies ต่อมิลลิลิตร (= 20,000 IU/ml)

3.กลุ่มที่เป็นระยะตับแข็ง  ถ้าพบว่ามีเชื้อไวรัสในเลือด  ใช้ยาต้านไวรัสและพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนตับเมื่อมี   ข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้าม 

 

การป้องกันไม่ให้เป็นไวรัสตับอักเสบ บี

1.     การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี  ในรายที่ยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี  และไม่มีภูมิคุ้มกันโรค  โดยฉีดวัคซีน 3 ครั้ง ที่ 0 , 1 และ 6 เดือน

2.     ใช้ถุงยางอนามัยถ้ามีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ  หากท่านยังไม่มีภูมิคุ้มกัน

3.     ไม่ใช้เข็มฉีดยา , เข็มสัก , มีดโกน , เข็มเจาะหู , แปรงสีฟัน , ที่ตัดเล็บ ร่วมกัน

4.     ไม่สัมผัสกับเลือด ,  น้ำคัดหลั่งจากผู้ที่มีเชื้อ

 

การปฏิบัติตัวเมื่อท่านเป็นไวรัสตับอักเสบ บี

            หากมีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลัน ควรขอรับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง และระมัดระวังการแพร่เชื้อไปสู่คนใกล้ชิด โดยวิธีการปฏิบัติตัวหากมีเชื้ออยู่ในร่างกายทำได้ดังนี้

·       รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์  ไม่ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์

·       รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่าตับมีการอักเสบมากหรือน้อย

·       บอกให้คนใกล้ชิดทราบ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หากคนใกล้ชิดนั้นไม่มีภูมิและเชื้อ

·       มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการสวมถุงยางอนามัย

·       งดบริจาคเลือด

·       ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

·       ควรตรวจร่างกายและตรวจเลือดหาระดับสารบ่งบอกมะเร็งตับ   AFP (alpha-fetoprotein)  และทำ              อัลตราซาวนด์ช่องท้องสม่ำเสมอทุกปีในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีภาวะตับแข็ง เพศชายอายุมากกว่า 45 ปี เพศหญิง  อายุมากกว่า 50 ปี และมีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว เพื่อหามะเร็งตับในระยะเริ่มแรก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง


การรักษา    แบ่งผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร ควรฉีดวัคซีนให้บุตรภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด

1.กลุ่มที่เป็นพาหะ ได้แก่ ผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัส โดยไม่มีอาการและตรวจการทำงานของตับปกติ ในกลุ่มนี้ความรุนแรงไม่มาก และโอกาสตอบสนองต่อการให้ยาต้านไวรัสน้อย ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ยาต้านไวรัสในระยะนี้

2.กลุ่มที่สอง  ได้แก่  ตับอักเสบเรื้อรัง  ผู้ป่วยอาจมีหรือไม่มีอาการ  ตรวจพบเชื้อไวรัสและตรวจการทำงานของตับ SGOT, SGPT สูงกว่าค่าปกตินานกว่า 6 เดือน กลุ่มนี้พิจารณาให้ยาต้านไวรัส เมื่อมีปริมาณไวรัสสูงมากกว่า 100,000 copies ต่อมิลลิลิตร (= 20,000 IU/ml)

3.กลุ่มที่เป็นระยะตับแข็ง  ถ้าพบว่ามีเชื้อไวรัสในเลือด  ใช้ยาต้านไวรัสและพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนตับเมื่อมี   ข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้าม 

 

การป้องกันไม่ให้เป็นไวรัสตับอักเสบ บี

1.     การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี  ในรายที่ยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี  และไม่มีภูมิคุ้มกันโรค  โดยฉีดวัคซีน 3 ครั้ง ที่ 0 , 1 และ 6 เดือน

2.     ใช้ถุงยางอนามัยถ้ามีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ  หากท่านยังไม่มีภูมิคุ้มกัน

3.     ไม่ใช้เข็มฉีดยา , เข็มสัก , มีดโกน , เข็มเจาะหู , แปรงสีฟัน , ที่ตัดเล็บ ร่วมกัน

4.     ไม่สัมผัสกับเลือด ,  น้ำคัดหลั่งจากผู้ที่มีเชื้อ

 

การปฏิบัติตัวเมื่อท่านเป็นไวรัสตับอักเสบ บี

 

            หากมีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลัน ควรขอรับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง และระมัดระวังการแพร่เชื้อไปสู่คนใกล้ชิด โดยวิธีการปฏิบัติตัวหากมีเชื้ออยู่ในร่างกายทำได้ดังนี้

·       รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์  ไม่ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์

·       รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่าตับมีการอักเสบมากหรือน้อย

·       บอกให้คนใกล้ชิดทราบ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หากคนใกล้ชิดนั้นไม่มีภูมิและเชื้อ

·       มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการสวมถุงยางอนามัย

·       งดบริจาคเลือด

·       ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

·       ควรตรวจร่างกายและตรวจเลือดหาระดับสารบ่งบอกมะเร็งตับ   AFP (alpha-fetoprotein)  และทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องสม่ำเสมอทุกปีในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีภาวะตับแข็ง เพศชายอายุมากกว่า 45 ปี เพศหญิง  อายุมากกว่า 50 ปี และมีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว เพื่อหามะเร็งตับในระยะเริ่มแรก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

·      หญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร ควรฉีดวัคซีนให้บุตรภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด

 

ศูนย์ตรวจสุขภาพ Wellness  Center )  

เปิดบริการทุกวัน 

โทร 053 – 910999  ต่อ  167 , 168

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์  ศรีบุรินทร์  

Recommended Packages

View All

3,999 THB

4,653 THB

18,500 THB

3,200 THB

Breast Augmentatio

99,500 THB

Rhinoplasty Surgery

18,000 THB
Added to cart successfully

Other Health Articles

View All