วัคซีนไข้เลือดออก

รายละเอียดแพ็กเกจ

รู้ทัน "ไข้เลือดออก" ภัยร้ายจากยุงลาย

ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมีพาหะนำโรคหลักคือ ยุงลาย ที่มักกัดคนในเวลากลางวัน โรคนี้พบได้บ่อยในภูมิภาคเขตร้อนชื้น และหากปล่อยไว้จนมีอาการรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการที่ควรเฝ้าระวัง

ผู้ป่วยมักจะมีอาการหลังจากถูกยุงลายที่มีเชื้อกัดประมาณ 3-14 วัน โดยมีจุดสังเกตดังนี้:

  • ไข้สูงเฉียบพลัน (มักสูงเกิน 39-40 องศาเซลเซียส) ติดต่อกัน 2-7 วัน
  • ปวดศีรษะรุนแรง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างมาก
  • มีผื่นแดงขึ้นตามจุดต่างๆ ของร่างกาย หรือมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

วิธีการป้องกันและดูแลรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัสเดงกีโดยตรง แพทย์จึงใช้วิธีรักษาประคับประคองตามอาการ การป้องกันจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด:

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบบริเวณที่พักอาศัย เช่น คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง หรือใส่ทรายกำจัดลูกน้ำ
  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยการกางมุ้ง ทายากันยุง หรือสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด
  • หากมีไข้สูงเกิน 2 วันและทานยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

Q&A: คำถามพบบ่อย

Q: ไข้เลือดออกติดต่อจากคนสู่คนโดยตรงได้หรือไม่?
A: ไม่ได้ครับ ไข้เลือดออกไม่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัส ไอ หรือจามจากผู้ป่วย แต่จะติดต่อผ่านทางระบบเลือด โดยมียุงลายเป็นพาหะดูดเลือดผู้ป่วยและนำเชื้อไปแพร่สู่อีกคนหนึ่ง

Q: หากเคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว สามารถเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
A: เป็นซ้ำได้ครับ ไวรัสเดงกีมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ การเป็นโรคจากสายพันธุ์หนึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น การติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์อื่นมักมีแนวโน้มที่อาการจะรุนแรงและอันตรายกว่าการเป็นครั้งแรก

Q: ยาประเภทใดที่ห้ามทานเด็ดขาดเมื่อสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก?
A: ห้ามทานยากลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน (Aspirin) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด เพราะยาเหล่านี้จะทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง ควรใช้ยาพาราเซตามอลในการลดไข้เท่านั้น

Q: ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของโรคนี้คืออะไร?
A: ภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) ซึ่งเกิดจากพลาสมาในเลือดรั่วไหลออกจากเส้นเลือด ทำให้ความดันโลหิตตกอย่างรุนแรง และอาจส่งผลให้อวัยวะภายในล้มเหลวได้ มักเกิดขึ้นในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง

Q: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกแล้วหรือยัง?
A: มีแล้วครับ ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถฉีดเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคได้ แต่แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประวัติสุขภาพและความเหมาะสมก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนครับ

ข้อสังเกต: ข้อมูลเบื้องต้นนี้ใช้เพื่อการศึกษาและระวังป้องกันโรคเท่านั้น หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการเข้าข่าย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดครับ


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ แม่สาย
โทร.053-731391
https://www.facebook.com/share/1NKgDFpVxV/