โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่มะเร็งท่อน้ำดี

โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่มะเร็งท่อน้ำดี

3 ส.ค. 2569

โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่มะเร็งท่อน้ำดี

กินปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เสี่ยงติดพยาธิใบไม้ตับโดยไม่รู้ตัว

โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) ซึ่งพบได้มากในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ สาเหตุสำคัญมาจากการรับประทานปลาน้ำจืดดิบ หรือปรุงไม่สุก เช่น ก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้ม ปลาจ่อม หรือปลาหมักที่ผ่านความร้อนไม่เพียงพอ

โรคนี้อาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยให้ติดเชื้อเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบมากในคนไทย


พยาธิใบไม้ตับติดต่อได้อย่างไร?

เมื่อรับประทานปลาน้ำจืดที่มีตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับเข้าไป ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตและอาศัยอยู่ภายในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบอย่างต่อเนื่อง

การติดเชื้อ ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คน แต่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีตัวอ่อนของพยาธิโดยตรง


อาการของโรคพยาธิใบไม้ตับ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อมีการติดเชื้อเป็นเวลานาน อาจพบอาการ ได้แก่

  • ปวดหรือแน่นบริเวณชายโครงขวา
  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (ในรายที่มีการอุดตันของท่อน้ำดี)

ทำไมพยาธิใบไม้ตับจึงเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดี?

เมื่อพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน จะทำให้เกิด

  • การอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี
  • ผนังท่อน้ำดีหนาตัว
  • เซลล์ท่อน้ำดีเกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งท่อน้ำดี

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการบริโภคปลาน้ำจืดดิบเป็นประจำ


ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ?

ควรเข้ารับการตรวจ หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • รับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นประจำ
  • เคยตรวจพบพยาธิใบไม้ตับมาก่อน
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งท่อน้ำดี
  • มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดี
  • อายุ 40 ปีขึ้นไป และมีพฤติกรรมเสี่ยง

การวินิจฉัยโรค

แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น

  • ตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิ
  • ตรวจเลือดตามข้อบ่งชี้
  • อัลตราซาวด์ช่องท้อง
  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ MRI ในรายที่สงสัยภาวะแทรกซ้อน

วิธีป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ

✅ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทุกครั้ง

✅ หลีกเลี่ยงปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ

✅ ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร

✅ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง

✅ หากตรวจพบพยาธิ ควรได้รับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์


คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

Q : พยาธิใบไม้ตับติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่?

A : ไม่ได้ โรคนี้เกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดที่มีตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ


Q : หากไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?

A : ควรตรวจ หากมีประวัติรับประทานปลาดิบเป็นประจำ เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการในระยะแรก


Q : พยาธิใบไม้ตับรักษาได้หรือไม่?

A : รักษาได้ด้วยยาฆ่าพยาธิตามดุลยพินิจของแพทย์ การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน


Q : การติดเชื้อครั้งเดียวทำให้เป็นมะเร็งหรือไม่?

A : ความเสี่ยงมักเกิดจากการติดเชื้อเรื้อรังหรือการติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ


Q : ควรตรวจสุขภาพบ่อยแค่ไหน?

A : ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม โดยอาจมีการตรวจอุจจาระหรืออัลตราซาวด์ตามข้อบ่งชี้

แพ็กเกจแนะนำ

ทั้งหมด
เพิ่มลงตะกร้าเรียบร้อยแล้ว

บทความสุขภาพอื่นๆ

ทั้งหมด

ซีสต์รังไข่ อันตรายหรือไม่? รู้ทันก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

HPV ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม!

ปกป้องลูกน้อยด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ลดความเสี่ยงโรครุนแรงในฤดูฝน

เรอบ่อย ท้องอืด เกิดจากอะไร? สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน

อาหารที่ดีต่อไต เลือกกินอย่างไรให้ไตแข็งแรง

ตรวจสุขภาพตามช่วงอายุ ควรตรวจอะไรบ้าง? ดูแลสุขภาพให้เหมาะกับทุกช่วงวัย