การดูแลรักษาบาดแผล

การดูแลรักษาบาดแผล

9 ต.ค. 2561

การดูแลรักษาบาดแผล

ชนิดของบาดแผล

  1. บาดแผลถลอก เกิดจากการครูดหรือไถลบนพื้นขรุขระ มีการสูญเสียเฉพาะชั้นผิวหนัง
  2. บาดแผลฉีกขาด มีขอบแผลไม่เรียบ รุ่งริ่ง และฟกช้ำ
  3. บาดแผลจากวัตถุมีคม เช่น มีดบาด กระจกบาด ขอบแผลเรียบ
  4. บาดแผลพุพอง เช่น บาดแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
  5. บาดแผลฉีกขาด และบาดแผลจากวัตถุมีคม อาจมีอวัยวะอื่นที่อยู่ลึกลงไปถูกตัดขาดได้ด้วย นอกจากร่องรอยที่ชั้นผิวหนัง

ทำอย่างไรเมื่อเกิดบาดแผล?

  1. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อเท่านั้น
  2. ในกรณีที่มีเลือดออกมาก ใช้ผ้าก๊อชสะอาดกดห้ามเลือด ไม่ควรใช้นิ้วมือกดโดยตรง เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อมากขึ้น และถ้ากดแผลให้ผู้อื่นก็ควรสวมถุงมือยางป้องกันการสัมผัสเลือดเสมอ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเลือด
  3. บาดแผลฉีกขาด หรือโดนวัตถุมีคมบาด ที่เป็นแผลลึกควรได้รับการเย็บแผล ควรรีบมาโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผลภายใน 4 ชั่วโมง หากปล่อยแผลทิ้งไว้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาไม่เย็บแผล ในกรณีที่เป็นบาดแผลจากสุนัขหรือแมวกัด หรือบาดแผลที่สกปรกมาก เพราะอาจเกิดการติดเชื้อตามมาได้
  4. บาดแผลพุพองจากความร้อน ให้แช่น้ำสะอาด หรือประคบด้วยความเย็น ห้ามใช้ยาสีฟัน หรือครีมต่าง ๆ ทาแผล ให้รีบมาพบแพทย์
  5. สิ่งแปลกปลอมในแผลที่อยู่ลึกและอาจแทงโดนอวัยวะสำคัญ ไม่ควรดึงออกเอง เช่น ไม้เสียบลูกชิ้นที่แทงอยู่ เบ็ดตกปลาเกี่ยวที่นิ้ว หรือโดนแทงด้วยมีดแล้วมีดยังคาอยู่ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อให้แพทย์นำสิ่งแปลกปลอมออกให้

การดูแลรักษาบาดแผล

  1. ควรทำความสะอาดรอบบาดแผลด้วยการล้างน้ำเกลือปราศจากเชื้อก่อน หากไม่ทราบวิธี ควรมาล้างแผลที่โรงพยาบาล
  2. พยายามให้แผลแห้ง และสะอาดอยู่เสมอ หากบาดแผลเปียกน้ำ มีเลือด หรือน้ำเหลืองซึมจนผ้าก๊อชที่ปิดแผลชุ่ม ควรกลับมาทำความสะอาดแผลที่โรงพยาบาล
  3. กรณีที่มีบาดแผลอยู่บริเวณ แขน มือ ขา หรือเท้า ควรยกให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวม
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ ลดการเคลื่อนไหวบริเวณที่มีบาดแผล เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ และการหายของแผลช้ากว่าปกติ
  5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ นม ผัก และผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการหายของแผล
  6. ไม่ใช้มือสัมผัส แกะ หรือเกาบาดแผล เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล
  7. ควรงดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา เพราะอาจทำให้บาดแผลหายช้า
  8. ในกรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคอ้วน หรือโรคความดันโลหิตสูง จะทำให้การหายของบาดแผลช้ากว่าปกติ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  9. ไม่ควรใช้สมุนไพรหรือผงโรยแผลปิดลงบนแผล เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  10. รับประทานยาตามที่โรงพยาบาลจัดให้ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) ต้องรับประทานให้ครบ
  11. บาดแผลพุพองที่เป็นตุ่มน้ำใส ไม่ควรเจาะตุ่มน้ำให้แตก หรือลอกผิวหนังที่คลุมตุ่มน้ำออก
  12. หากมีไข้ ปวดบาดแผล มีอาการบวมแดงร้อนรอบแผล ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำ
  13. ผู้ที่ได้รับการเย็บแผล ควรกลับมาตรวจซ้ำ ทำแผล และตัดไหมตามแพทย์นัด

 

บทความสุขภาพอื่นๆ

ทั้งหมด

ดูแลตัวเอง ให้ห่างไกลจากปอดบวม / ปอดอักเสบ ป้องกันไว้ ดีกว่ารักษา

การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้อง Laparoscopic Cholecystectomy

"Lid Spa"

โรคกระดูกพรุน

PM2.5

การส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น