การดูแลรักษาบาดแผล
การดูแลรักษาบาดแผล
ชนิดของบาดแผล
- บาดแผลถลอก เกิดจากการครูดหรือไถลบนพื้นขรุขระ มีการสูญเสียเฉพาะชั้นผิวหนัง
- บาดแผลฉีกขาด มีขอบแผลไม่เรียบ รุ่งริ่ง และฟกช้ำ
- บาดแผลจากวัตถุมีคม เช่น มีดบาด กระจกบาด ขอบแผลเรียบ
- บาดแผลพุพอง เช่น บาดแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
- บาดแผลฉีกขาด และบาดแผลจากวัตถุมีคม อาจมีอวัยวะอื่นที่อยู่ลึกลงไปถูกตัดขาดได้ด้วย นอกจากร่องรอยที่ชั้นผิวหนัง
ทำอย่างไรเมื่อเกิดบาดแผล?
- ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อเท่านั้น
- ในกรณีที่มีเลือดออกมาก ใช้ผ้าก๊อชสะอาดกดห้ามเลือด ไม่ควรใช้นิ้วมือกดโดยตรง เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อมากขึ้น และถ้ากดแผลให้ผู้อื่นก็ควรสวมถุงมือยางป้องกันการสัมผัสเลือดเสมอ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเลือด
- บาดแผลฉีกขาด หรือโดนวัตถุมีคมบาด ที่เป็นแผลลึกควรได้รับการเย็บแผล ควรรีบมาโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผลภายใน 4 ชั่วโมง หากปล่อยแผลทิ้งไว้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาไม่เย็บแผล ในกรณีที่เป็นบาดแผลจากสุนัขหรือแมวกัด หรือบาดแผลที่สกปรกมาก เพราะอาจเกิดการติดเชื้อตามมาได้
- บาดแผลพุพองจากความร้อน ให้แช่น้ำสะอาด หรือประคบด้วยความเย็น ห้ามใช้ยาสีฟัน หรือครีมต่าง ๆ ทาแผล ให้รีบมาพบแพทย์
- สิ่งแปลกปลอมในแผลที่อยู่ลึกและอาจแทงโดนอวัยวะสำคัญ ไม่ควรดึงออกเอง เช่น ไม้เสียบลูกชิ้นที่แทงอยู่ เบ็ดตกปลาเกี่ยวที่นิ้ว หรือโดนแทงด้วยมีดแล้วมีดยังคาอยู่ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อให้แพทย์นำสิ่งแปลกปลอมออกให้
การดูแลรักษาบาดแผล
- ควรทำความสะอาดรอบบาดแผลด้วยการล้างน้ำเกลือปราศจากเชื้อก่อน หากไม่ทราบวิธี ควรมาล้างแผลที่โรงพยาบาล
- พยายามให้แผลแห้ง และสะอาดอยู่เสมอ หากบาดแผลเปียกน้ำ มีเลือด หรือน้ำเหลืองซึมจนผ้าก๊อชที่ปิดแผลชุ่ม ควรกลับมาทำความสะอาดแผลที่โรงพยาบาล
- กรณีที่มีบาดแผลอยู่บริเวณ แขน มือ ขา หรือเท้า ควรยกให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวม
- พักผ่อนให้เพียงพอ ลดการเคลื่อนไหวบริเวณที่มีบาดแผล เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ และการหายของแผลช้ากว่าปกติ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ นม ผัก และผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการหายของแผล
- ไม่ใช้มือสัมผัส แกะ หรือเกาบาดแผล เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล
- ควรงดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา เพราะอาจทำให้บาดแผลหายช้า
- ในกรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคอ้วน หรือโรคความดันโลหิตสูง จะทำให้การหายของบาดแผลช้ากว่าปกติ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ไม่ควรใช้สมุนไพรหรือผงโรยแผลปิดลงบนแผล เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
- รับประทานยาตามที่โรงพยาบาลจัดให้ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) ต้องรับประทานให้ครบ
- บาดแผลพุพองที่เป็นตุ่มน้ำใส ไม่ควรเจาะตุ่มน้ำให้แตก หรือลอกผิวหนังที่คลุมตุ่มน้ำออก
- หากมีไข้ ปวดบาดแผล มีอาการบวมแดงร้อนรอบแผล ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำ
- ผู้ที่ได้รับการเย็บแผล ควรกลับมาตรวจซ้ำ ทำแผล และตัดไหมตามแพทย์นัด


