ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัว
ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัว
“ไม่ปวดหัว ไม่เวียนหัว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าความดันสูง?”
หลายคนเข้าใจว่าหากมีความดันโลหิตสูงจะต้องมีอาการผิดปกติ แต่ในความเป็นจริง ความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการที่ชัดเจน ทำให้บางคนใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยง
หากปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อหัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือดได้ การตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้รู้เท่าทันสุขภาพของตัวเอง
ความดันโลหิตสูงคืออะไร?
ความดันโลหิต คือแรงที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดขณะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
ค่าความดันโลหิตประกอบด้วย 2 ค่า ได้แก่
ความดันตัวบน (Systolic)
เป็นแรงดันขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด
ความดันตัวล่าง (Diastolic)
เป็นแรงดันขณะที่หัวใจคลายตัวระหว่างการเต้น
หากค่าความดันสูงกว่าระดับที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง แพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็นภาวะความดันโลหิตสูง โดยต้องพิจารณาจากการวัดที่เหมาะสมและการประเมินทางการแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยจากการวัดเพียงครั้งเดียว
ทำไมความดันโลหิตสูงจึงถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ”?
เพราะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจำนวนมาก อาจไม่มีอาการผิดปกติเลย
แม้จะรู้สึกสบายดี แต่ความดันที่สูงต่อเนื่องสามารถทำให้หัวใจและหลอดเลือดต้องทำงานหนักขึ้น และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น
-
โรคหลอดเลือดหัวใจ
-
ภาวะหัวใจล้มเหลว
-
โรคหลอดเลือดสมอง
-
โรคไต
-
ความผิดปกติของหลอดเลือด
ดังนั้น การไม่มีอาการจึงไม่ได้หมายความว่าความดันอยู่ในระดับปกติ
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
ความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงอาจเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น
-
อายุเพิ่มขึ้น
-
มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง
-
รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง
-
น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
-
ไม่ค่อยออกกำลังกาย
-
สูบบุหรี่
-
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
-
มีความเครียดเรื้อรัง
-
มีโรคประจำตัวบางชนิด
อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็ยังสามารถมีความดันโลหิตสูงได้ จึงควรตรวจวัดความดันเป็นระยะ
วัดความดันอย่างไรให้ได้ค่าที่น่าเชื่อถือ?
ก่อนวัดความดัน ควรพักอย่างน้อยประมาณ 5 นาที และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงก่อนการวัด
ขณะวัดควร
-
นั่งหลังพิงพนัก
-
วางเท้าราบกับพื้น
-
ไม่ไขว่ห้าง
-
วางแขนในระดับที่เหมาะสม
-
ไม่พูดคุยระหว่างวัด
-
ใช้เครื่องวัดที่เหมาะสมและปลอกแขนมีขนาดพอดี
หากพบค่าความดันสูง ควรวัดซ้ำอย่างถูกวิธีและปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
ถ้าความดันสูง ควรทำอย่างไร?
การดูแลความดันโลหิตไม่ได้มีเพียงการรับประทานยา แต่ยังรวมถึงการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
ลดอาหารเค็ม
ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป และอาหารที่เติมเครื่องปรุงรสในปริมาณมาก
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ควบคุมน้ำหนัก
หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพได้
งดสูบบุหรี่
บุหรี่ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
หากแพทย์สั่งยาควบคุมความดัน ควรรับประทานตามคำแนะนำ และไม่ควรหยุดยาเองแม้จะรู้สึกสบายดี
Q&A ไขข้อสงสัยเรื่องความดันโลหิตสูง
Q: ถ้าไม่มีอาการ แสดงว่าความดันไม่สูงใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ ความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการ การวัดความดันจึงเป็นวิธีสำคัญในการตรวจพบความผิดปกติ
Q: วัดความดันสูงครั้งเดียว แปลว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่?
A: ไม่จำเป็น การวัดอาจได้รับผลจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ คาเฟอีน หรือปัจจัยอื่น แพทย์จึงมักพิจารณาจากการวัดหลายครั้งและข้อมูลสุขภาพโดยรวม
Q: คนอายุน้อยเป็นความดันสูงได้ไหม?
A: ได้ แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่คนอายุน้อยก็สามารถมีความดันโลหิตสูงได้จากหลายปัจจัย
Q: ถ้าความดันกลับมาเป็นปกติแล้ว หยุดยาได้ไหม?
A: ไม่ควรหยุดยาเอง แม้ค่าความดันจะดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับหรืองดยา
Q: ควรวัดความดันบ่อยแค่ไหน?
A: ความถี่ขึ้นอยู่กับระดับความดัน สุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล ผู้ที่มีความดันสูงหรืออยู่ระหว่างการรักษาควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
รู้ค่าความดัน รู้ความเสี่ยง ดูแลตัวเองได้เร็วขึ้น
ความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการ แต่สามารถส่งผลต่อหัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือดในระยะยาวได้
การตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และรับการตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม เป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพ
เพราะการรู้ความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้ อาจช่วยให้เราป้องกันปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้าได้


