โรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้า อันตรายถึงชีวิต แต่ป้องกันได้
ถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียแผล แม้เป็นเพียงรอยเล็ก ๆ ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะโรคพิษสุนัขบ้าเมื่อเริ่มแสดงอาการแล้วแทบไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถป้องกันได้ หากล้างแผลอย่างถูกวิธีและเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
โรคพิษสุนัขบ้า หรือ Rabies เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบประสาทและสมอง ติดต่อผ่านน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ติดเชื้อ โรคนี้ไม่ได้พบเฉพาะในสุนัข แต่ยังพบได้ในแมว โค กระบือ ลิง ค้างคาว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ
เมื่อผู้ติดเชื้อเริ่มแสดงอาการทางระบบประสาท โรคมักรุนแรงจนเสียชีวิต แต่การป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ หรือ Post-exposure prophylaxis: PEP สามารถป้องกันโรคได้ หากเริ่มอย่างรวดเร็วและรับการรักษาครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์
โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อได้อย่างไร?
เชื้อไวรัสอยู่ในน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ และเข้าสู่ร่างกายได้จาก
-
ถูกสัตว์กัดหรือข่วนจนผิวหนังถลอกหรือมีเลือดออก
-
ถูกสัตว์งับผิวหนัง แม้ยังไม่เห็นเลือดชัดเจน
-
สัตว์เลียบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผล
-
น้ำลายสัตว์กระเด็นเข้าตา ปาก จมูก หรือเยื่อบุต่าง ๆ
-
สัมผัสค้างคาวโดยตรง แม้มองไม่เห็นบาดแผลชัดเจน
การจับหรือให้อาหารสัตว์ รวมถึงถูกสัตว์เลียบนผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผล โดยทั่วไปไม่ถือเป็นการสัมผัสเชื้อ แต่ควรล้างบริเวณที่สัมผัสให้สะอาด หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์
ระยะฟักตัวและอาการ
ระยะฟักตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2–3 เดือน แต่อาจสั้นเพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์หรือนานถึงหนึ่งปี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของบาดแผล รวมถึงปริมาณเชื้อที่ได้รับ
อาการระยะแรกอาจคล้ายโรคทั่วไป เช่น
-
มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือเบื่ออาหาร
-
ปวด ชา คัน หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณแผลเดิม
เมื่อเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท ผู้ป่วยอาจกระสับกระส่าย สับสน เพ้อ ก้าวร้าว กลืนลำบาก กลัวน้ำ กลัวลม น้ำลายไหล ชัก เกร็ง หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงและเป็นอัมพาต
ดังนั้น อย่ารอให้มีอาการจึงค่อยไปโรงพยาบาล เพราะการป้องกันต้องเริ่มก่อนเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท
ถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียแผล ต้องทำอย่างไร?
-
ล้างแผลด้วยน้ำไหลและสบู่อย่างทั่วถึงอย่างน้อย 15 นาที เพื่อช่วยลดปริมาณเชื้อบริเวณบาดแผล
-
ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน หากมี
-
อย่าใส่สมุนไพร ยาฉุน หรือสารระคายเคืองลงบนแผล และไม่ควรปิดแผลแน่น
-
ไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลทันทีในวันนั้น เพื่อให้แพทย์ประเมินการฉีดวัคซีน อิมมูโนโกลบูลิน วัคซีนบาดทะยัก และการติดเชื้อแบคทีเรีย
-
หากเป็นสุนัขหรือแมวที่สามารถติดตามได้ ให้กักดูอาการอย่างปลอดภัยเป็นเวลา 10 วันภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ แต่ ห้ามรอดูอาการสัตว์ก่อนแล้วจึงค่อยไปพบแพทย์
จำง่าย ๆ ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคว่า
“ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนให้ครบ”
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
วัคซีนสามารถใช้ได้ทั้งก่อนและหลังสัมผัสเชื้อ ผู้ที่มีอาชีพหรือกิจกรรมเสี่ยง เช่น สัตวแพทย์ ผู้ดูแลสัตว์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงและเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ยาก อาจปรึกษาแพทย์เรื่องการฉีดวัคซีนก่อนสัมผัสเชื้อ
สำหรับผู้ที่ถูกสัตว์กัดหรือข่วน แพทย์จะกำหนดสูตรและจำนวนครั้งของวัคซีนตามลักษณะการสัมผัส ตำแหน่งบาดแผล ประวัติการรับวัคซีนเดิม และภาวะภูมิคุ้มกัน บางรายอาจต้องได้รับอิมมูโนโกลบูลินร่วมด้วย
อย่าหยุดฉีดวัคซีนเองแม้แผลจะหายแล้ว
ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน หากถูกสัตว์กัดหรือข่วนก็ยังต้องล้างแผลและไปพบแพทย์ เพื่อรับวัคซีนกระตุ้นตามข้อบ่งชี้
ป้องกันตนเองและครอบครัวอย่างไร?
-
พาสุนัขและแมวไปรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามกำหนด
-
ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านโดยไม่มีผู้ดูแล
-
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์จรจัด สัตว์ป่า หรือสัตว์ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ
-
สอนเด็กไม่ให้แหย่ เหยียบ แยกสัตว์ที่กัดกัน หยิบอาหารขณะสัตว์กำลังกิน หรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จัก
-
หากพบสัตว์ต้องสงสัยหรือสัตว์ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ควรจับซากด้วยมือเปล่า และควรแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่
Q&A คำถามที่พบบ่อย
1. โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากสุนัขเท่านั้นหรือไม่?
ไม่ใช่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดสามารถติดเชื้อได้ รวมถึงแมว โค กระบือ ลิง และค้างคาว เพียงแต่สุนัขเป็นแหล่งแพร่เชื้อสู่คนที่สำคัญในหลายพื้นที่
2. ถูกข่วนแต่ไม่มีเลือดออก ต้องฉีดวัคซีนหรือไม่?
ควรล้างบริเวณสัมผัสและไปพบแพทย์ทันที รอยข่วนหรือรอยถลอกแม้ไม่มีเลือดออกอาจต้องได้รับวัคซีน แพทย์จะประเมินจากลักษณะแผลและเหตุการณ์
3. ถูกสัตว์เลียบนผิวหนังปกติ ต้องฉีดวัคซีนไหม?
หากผิวหนังสมบูรณ์ ไม่มีแผลหรือรอยถลอก โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ให้ล้างบริเวณที่สัมผัสให้สะอาด แต่หากน้ำลายสัมผัสแผล ตา ปาก จมูก หรือไม่แน่ใจว่ามีรอยถลอกหรือไม่ ควรพบแพทย์
4. สุนัขหรือแมวมีเจ้าของและเคยฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องพบแพทย์หรือไม่?
ควรไปพบแพทย์ เพราะประวัติวัคซีนของสัตว์และลักษณะแผลต้องได้รับการประเมินร่วมกัน ไม่ควรตัดสินใจงดการรักษาด้วยตนเอง
5. รอดูอาการสุนัขหรือแมว 10 วันก่อนได้ไหม?
ไม่ควรรอ ให้ล้างแผลและไปพบแพทย์ทันที การกักดูอาการสัตว์ทำควบคู่กับการประเมินและรักษาคน ไม่ใช่เหตุผลให้เลื่อนการพบแพทย์
6. แผลเล็กมากและหายแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนหรือไม่?
ควรให้แพทย์ประเมิน แม้แผลจะเล็กหรือหายแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง และไม่ควรหยุดวัคซีนเองเมื่อเริ่มฉีดไปแล้ว
7. เคยฉีดวัคซีนมาก่อน หากถูกกัดอีกต้องทำอย่างไร?
ล้างแผลและไปพบแพทย์เช่นเดิม พร้อมแจ้งวันและสูตรวัคซีนที่เคยได้รับ แพทย์จะพิจารณาวัคซีนกระตุ้นตามประวัติ
8. หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรรับวัคซีนหลังสัมผัสเชื้อได้หรือไม่?
ได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ การตั้งครรภ์และให้นมบุตรไม่ใช่เหตุผลให้ชะลอการป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และยาที่ใช้อยู่ทุกครั้ง
9. ฉีดวัคซีนไม่ตรงวันนัดหรือพลาดนัด ควรทำอย่างไร?
ให้ติดต่อโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด ไม่ควรเริ่มใหม่ หยุดเอง หรือเลื่อนวันฉีดต่อไปโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
10. โรคพิษสุนัขบ้ารักษาให้หายได้หรือไม่?
เมื่อเริ่มแสดงอาการทางระบบประสาทแล้ว โรคแทบไม่สามารถรักษาให้หายและมีอัตราเสียชีวิตสูงมาก หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การล้างแผลและรับการป้องกันหลังสัมผัสเชื้อก่อนมีอาการ
สรุป
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคร้ายแรง แต่ป้องกันได้ อย่าประเมินความเสี่ยงจากขนาดของแผลหรือความคุ้นเคยกับสัตว์ หากถูกกัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผล ให้รีบล้างด้วยน้ำไหลและสบู่อย่างน้อย 15 นาที ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อ และไปโรงพยาบาลทันทีในวันนั้น
หากมีความเสี่ยงหรือไม่แน่ใจ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ที่ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ แม่สาย หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ แม่สาย
โทร. 053-731391![]()


