ปวดเข่า ปวดข้อ เสื่อมหรืออักเสบ? วิธีสังเกตและแนวทางรักษา

ปวดเข่า ปวดข้อ เสื่อมหรืออักเสบ? วิธีสังเกตและแนวทางรักษา

6 ก.ค. 2569

ปวดเข่า ปวดข้อ เสื่อมหรืออักเสบ? วิธีสังเกตและแนวทางรักษา

  • อาการปวดเข่าและปวดข้ออาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเสื่อมเสมอไป
  • โรคข้อเข่าเสื่อมมักเกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนตามวัยหรือการใช้งาน ส่วนข้ออักเสบอาจเกิดจากโรคภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อ หรือการสะสมของผลึกในข้อ
  • การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและการรักษาที่เหมาะสม ช่วยลดอาการปวด ชะลอการดำเนินของโรค และคงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

หลายคนเมื่อเริ่มมีอาการ ปวดเข่า ปวดข้อ หรือเดินแล้วเจ็บ มักคิดว่าเป็นเรื่องของอายุและปล่อยไว้โดยไม่รักษา

แต่ความจริงแล้ว อาการปวดข้ออาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้ออักเสบ เอ็นอักเสบ การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือโรคเกาต์ ซึ่งแต่ละโรคมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

หากปล่อยให้อาการดำเนินต่อโดยไม่ได้รับการประเมิน อาจทำให้ข้อเสียหายมากขึ้น เคลื่อนไหวลำบาก และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ข้อเสื่อม และ ข้ออักเสบ พร้อมวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นและแนวทางการรักษา


สารบัญ

  1. อาการปวดเข่าและปวดข้อเกิดจากอะไร
  2. ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร
  3. ข้ออักเสบคืออะไร
  4. ข้อเสื่อมกับข้ออักเสบต่างกันอย่างไร
  5. เมื่อไรควรพบแพทย์
  6. วิธีป้องกันและดูแลข้อ
  7. คำถามที่พบบ่อย

อาการปวดเข่าและปวดข้อเกิดจากอะไร?

อาการปวดข้อสามารถเกิดขึ้นได้กับข้อทุกตำแหน่งของร่างกาย เช่น

  • ข้อเข่า
  • ข้อสะโพก
  • ข้อไหล่
  • ข้อเท้า
  • ข้อนิ้วมือ
  • ข้อมือ

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • ข้อเข่าเสื่อม
  • ข้ออักเสบจากโรคภูมิคุ้มกัน
  • โรคเกาต์
  • เอ็นหรือกล้ามเนื้ออักเสบ
  • การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • น้ำหนักตัวเกิน
  • การใช้งานข้อซ้ำ ๆ
  • อุบัติเหตุ

การหาสาเหตุที่แท้จริงมีความสำคัญ เพราะการรักษาแต่ละโรคแตกต่างกัน


ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร?

ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไม่ราบรื่น และเกิดการเสียดสีกันมากขึ้น

พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากขึ้น แต่ก็สามารถพบในผู้ที่เคยบาดเจ็บที่ข้อ มีน้ำหนักตัวเกิน หรือใช้งานข้อหนักเป็นเวลานาน

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดเข่าเวลาเดิน
  • ปวดมากเมื่อขึ้น-ลงบันได
  • ข้อฝืดหลังตื่นนอน แต่ดีขึ้นภายในเวลาสั้น ๆ เมื่อเริ่มขยับ
  • มีเสียงดังในข้อเวลาเคลื่อนไหว
  • งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด
  • อาการมักค่อย ๆ เป็นมากขึ้นตามเวลา

ข้ออักเสบคืออะไร?

ข้ออักเสบ (Arthritis) เป็นกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น

  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • โรคเกาต์
  • ข้ออักเสบจากการติดเชื้อ
  • โรคข้ออักเสบจากสะเก็ดเงิน

อาการที่พบ

  • ปวดข้อ
  • ข้อบวม
  • แดงหรืออุ่นบริเวณข้อ
  • ข้อฝืด โดยเฉพาะช่วงเช้า และอาจนานกว่า 30 นาที
  • เคลื่อนไหวลำบาก
  • ในบางโรคอาจมีไข้หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย

หากไม่ได้รับการรักษา การอักเสบอาจทำลายข้อและส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาว


ข้อเข่าเสื่อมกับข้ออักเสบ ต่างกันอย่างไร?

หัวข้อ ข้อเข่าเสื่อม ข้ออักเสบ
สาเหตุ การเสื่อมของกระดูกอ่อน การอักเสบจากหลายสาเหตุ
อายุที่พบบ่อย มากขึ้นเมื่ออายุมาก พบได้ทุกวัย ขึ้นกับชนิดของโรค
อาการปวด มักปวดเมื่อใช้งาน ปวดได้ทั้งขณะพักและใช้งาน
ข้อฝืด มักเป็นช่วงสั้น ๆ หลังตื่นนอน มักเป็นนานกว่า 30 นาที
บวม แดง ร้อน พบได้น้อย พบได้บ่อยในหลายชนิดของข้ออักเสบ
การดำเนินโรค ค่อย ๆ เป็นมากขึ้น ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและการรักษา

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น

แม้อายุจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น

  • น้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน
  • เคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อ
  • เล่นกีฬาที่ใช้แรงกระแทกสูงเป็นเวลานาน
  • ทำงานที่ต้องยกของหนักหรือคุกเข่าบ่อย
  • กล้ามเนื้อรอบข้อไม่แข็งแรง
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม

การลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้สามารถช่วยชะลอการเสื่อมของข้อได้ในหลายกรณี


เมื่อไรควรพบแพทย์?

อาการปวดข้อหรือปวดเข่าไม่ได้จำเป็นต้องรีบผ่าตัดทุกกรณี แต่หากมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์

  • ปวดเข่าหรือปวดข้อต่อเนื่องนานกว่า 2–4 สัปดาห์ แม้พักการใช้งานแล้ว
  • ปวดมากจนเดินลำบาก หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ข้อบวม แดง ร้อน หรือกดเจ็บมาก
  • งอหรือเหยียดข้อได้ไม่สุด
  • มีเสียงดังในข้อร่วมกับอาการปวด
  • ข้อผิดรูป หรือรู้สึกข้อไม่มั่นคง
  • มีไข้ร่วมกับข้อบวมและปวด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • ได้รับอุบัติเหตุแล้วไม่สามารถลงน้ำหนักได้

การพบแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาแบบไม่ผ่าตัด และอาจช่วยชะลอการเสื่อมของข้อได้


แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยเพียงการเอกซเรย์ แต่จะพิจารณาร่วมกับประวัติ อาการ และการตรวจร่างกาย

1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย

แพทย์จะสอบถาม เช่น

  • เริ่มปวดเมื่อไร
  • ปวดตำแหน่งใด
  • ปวดเวลาเดินหรือเวลาพัก
  • มีข้อบวม แดง หรือร้อนหรือไม่
  • เคยได้รับอุบัติเหตุหรือไม่
  • มีโรคประจำตัว เช่น เกาต์ เบาหวาน หรือโรคภูมิคุ้มกันหรือไม่

จากนั้นจะตรวจการเคลื่อนไหวของข้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความมั่นคงของเอ็น


2. เอกซเรย์ (X-ray)

เป็นการตรวจพื้นฐานที่ช่วยประเมิน

  • ช่องว่างของข้อ
  • การเสื่อมของกระดูกอ่อน (ประเมินทางอ้อม)
  • กระดูกงอก
  • ความผิดรูปของข้อ
  • กระดูกหัก

3. MRI

หากสงสัยความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น

  • หมอนรองข้อ
  • เอ็นไขว้
  • เอ็นรอบข้อ
  • กระดูกอ่อน
  • กล้ามเนื้อ

แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจ MRI ตามข้อบ่งชี้


4. ตรวจเลือด

หากสงสัยโรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกัน โรคเกาต์ หรือการติดเชื้อ แพทย์อาจตรวจเลือดหรือพิจารณาตรวจน้ำไขข้อในบางกรณี เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย


แนวทางการรักษา

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของโรค อายุ สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วย

1. ปรับพฤติกรรม

สำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก การปรับพฤติกรรมเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เช่น

  • ลดน้ำหนัก หากมีน้ำหนักตัวเกิน
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระแทกข้อซ้ำ ๆ
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อเมื่อจำเป็น
  • เลือกรองเท้าที่เหมาะสม

2. กายภาพบำบัด

กายภาพบำบัดช่วย

  • เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อ
  • ลดอาการปวด
  • ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว

ควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด


3. การใช้ยา

แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา เช่น

  • ยาบรรเทาอาการปวด
  • ยาต้านการอักเสบ
  • ยารักษาโรคเฉพาะ เช่น ยาควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเป็นเวลานาน เพราะยาบางชนิดอาจมีผลต่อกระเพาะอาหาร ไต หรือหัวใจ


4. การฉีดยาเข้าข้อ

ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาเข้าข้อ เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบ หรือวิธีการรักษาอื่นตามข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์

การฉีดยาไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยทุกคน และควรทำโดยแพทย์เท่านั้น


5. การผ่าตัด

หากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล และข้อมีความเสียหายรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด เช่น

  • ผ่าตัดส่องกล้องในข้อ (Arthroscopy) ในบางข้อบ่งชี้
  • ผ่าตัดซ่อมแซมเอ็นหรือหมอนรองข้อ
  • ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
  • ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

การเลือกวิธีผ่าตัดขึ้นอยู่กับโรคและการประเมินของศัลยแพทย์


วิธีดูแลข้อให้แข็งแรง

ควบคุมน้ำหนัก

ทุก ๆ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มแรงกดต่อข้อเข่าในขณะเดินและทำกิจกรรม ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้นได้


ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาข้อ เช่น

  • เดิน
  • ว่ายน้ำ
  • ปั่นจักรยาน
  • โยคะ
  • ไทชิ

ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง หากมีอาการปวดข้อหรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์


เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อรอบข้อที่แข็งแรงช่วยลดแรงกระแทกและเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อ


หลีกเลี่ยงการนั่งท่าเดิมนาน ๆ

ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถและยืดเหยียดร่างกายเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน


Checklist คุณเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมหรือไม่?

ลองสำรวจตนเอง

☐ อายุ 50 ปีขึ้นไป

☐ น้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน

☐ ปวดเข่าเวลาเดินหรือขึ้นลงบันได

☐ ข้อฝืดหลังตื่นนอน

☐ มีเสียงดังในข้อเมื่อเคลื่อนไหว

☐ เคยบาดเจ็บที่ข้อเข่า

☐ ทำงานที่ต้องยืน คุกเข่า หรือยกของหนักเป็นประจำ

☐ มีคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

หากมีหลายข้อ ควรเข้ารับการประเมินกับแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ


เวลาให้บริการ

เปิดให้บริการ
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 09.00 - 18.00 น.

วันเสาร์ 
เวลา 09.00 - 17.00 น.

วันอาทิตย์
เวลา 08.00 - 12.00 น.


ติดต่อ

โทร 02-529-4533 ต่อ 1814

แพ็กเกจแนะนำ

ทั้งหมด
เพิ่มลงตะกร้าเรียบร้อยแล้ว

บทความสุขภาพอื่นๆ

ทั้งหมด

เมื่อไรจึงควรผ่าตัด? รู้จักการรักษาด้วยการผ่าตัดสมัยใหม่

ภูมิแพ้ ไซนัส และหวัด ต่างกันอย่างไร? แยกอาการให้ถูกก่อนรักษา

สายตาพร่ามัว มองไม่ชัด เกิดจากอะไร? อาจไม่ใช่แค่สายตาสั้น

ลูกเป็นภูมิแพ้หรือหวัด? สังเกตอย่างไร

นอนกรน เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?

ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ทำไมบางคนลดเองแล้วไม่สำเร็จ?