เจ็บหน้าอกแบบไหน เสี่ยงโรคหัวใจ ไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อ

เจ็บหน้าอกแบบไหน เสี่ยงโรคหัวใจ ไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อ

3 ก.ค. 2569

เจ็บหน้าอกแบบไหน เสี่ยงโรคหัวใจ ไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อ

  • อาการเจ็บหน้าอกไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจเสมอไป แต่บางลักษณะอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • อาการเจ็บแน่นหน้าอกที่ร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง ร่วมกับหายใจลำบาก เหงื่อออกมาก หรือคลื่นไส้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
  • การแยกสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์

อาการเจ็บหน้าอกเป็นหนึ่งในอาการที่ทำให้หลายคนกังวล เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แต่ในความเป็นจริง อาการเจ็บหน้าอกสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคปอด หรือแม้แต่ความเครียด

อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกบางลักษณะอาจเป็นสัญญาณของ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว การสังเกตลักษณะของอาการและเข้ารับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษา

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า อาการเจ็บหน้าอกแบบใดที่ควรรีบพบแพทย์ และแบบใดที่อาจเกิดจากสาเหตุอื่น โดยไม่ใช้การวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว


สารบัญ

  1. เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจเป็นอย่างไร
  2. เจ็บหน้าอกจากกล้ามเนื้อแตกต่างอย่างไร
  3. เจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อน
  4. อาการที่ควรรีบไปโรงพยาบาล
  5. ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ
  6. การตรวจวินิจฉัย
  7. การป้องกันโรคหัวใจ
  8. คำถามที่พบบ่อย

เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจเป็นอย่างไร?

อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจมักมีลักษณะเฉพาะ แต่ไม่ได้เหมือนกันในทุกคน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้หญิง และผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งอาจมีอาการไม่ชัดเจน

ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • แน่นหรือบีบรัดบริเวณกลางหน้าอก
  • รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับหน้าอก
  • อาการอาจร้าวไปที่แขนซ้าย แขนทั้งสองข้าง ไหล่ คอ กราม หรือแผ่นหลัง
  • อาจเกิดขณะออกแรงหรือมีความเครียด และดีขึ้นเมื่อพัก (ในบางภาวะ)
  • ในภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อาการอาจเกิดขึ้นแม้ขณะพัก และไม่ทุเลา

นอกจากนี้ อาจมีอาการร่วม เช่น

  • เหงื่อออกมากผิดปกติ
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • หายใจลำบาก
  • เวียนศีรษะ
  • หน้ามืด หรือเป็นลม

หากมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินโดยเร็ว


เจ็บหน้าอกจากกล้ามเนื้อแตกต่างอย่างไร?

อาการเจ็บหน้าอกจากกล้ามเนื้อหรือผนังทรวงอก มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อ การออกกำลังกาย การยกของหนัก หรือการบาดเจ็บ

ลักษณะที่พบได้ เช่น

  • เจ็บเฉพาะจุด
  • กดแล้วเจ็บ
  • เจ็บมากขึ้นเมื่อขยับตัว บิดตัว หรือยกแขน
  • มักไม่ร้าวไปแขนหรือกราม
  • อาการอาจค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อพัก

อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจว่าอาการเกิดจากสาเหตุใด ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม


เจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนก็อาจทำให้รู้สึกแสบร้อนหรือเจ็บบริเวณหน้าอกได้ จนบางครั้งสับสนกับโรคหัวใจ

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • แสบร้อนกลางอก
  • เรอเปรี้ยว
  • รสเปรี้ยวหรือขมในปาก
  • อาการมักเป็นหลังรับประทานอาหาร หรือเมื่อนอนราบ
  • อาจดีขึ้นหลังรับประทานยาลดกรดในบางราย

แม้อาการจะคล้ายกัน แต่หากเป็นการเจ็บหน้าอกครั้งแรก มีอาการรุนแรง หรือมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ


ตารางเปรียบเทียบอาการเจ็บหน้าอกจากสาเหตุต่าง ๆ

ลักษณะอาการ โรคหัวใจ กล้ามเนื้อ กรดไหลย้อน
แน่นกลางอก อาจพบ อาจพบ
กดแล้วเจ็บ พบได้น้อย
ร้าวไปแขนหรือกราม
เจ็บเมื่อขยับตัว พบได้น้อย
แสบร้อนกลางอก อาจพบ
เรอเปรี้ยว

หมายเหตุ: ตารางนี้ใช้เพื่อช่วยทำความเข้าใจเบื้องต้น ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ หากมีอาการเจ็บหน้าอก ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์

อาการเจ็บหน้าอกแบบไหนที่ควรรีบไปโรงพยาบาล?

แม้อาการเจ็บหน้าอกหลายกรณีอาจไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ แต่หากมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการเอง เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉิน

ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการ

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกนานเกิน 15–20 นาที
  • เจ็บร้าวไปแขนซ้าย แขนทั้งสองข้าง คอ กราม ไหล่ หรือหลัง
  • หายใจลำบาก เหนื่อยผิดปกติ
  • เหงื่อออกมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลื่นไส้ อาเจียนร่วมกับเจ็บหน้าอก
  • หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ
  • เจ็บหน้าอกหลังออกแรงแล้วไม่ดีขึ้นเมื่อพัก
  • เจ็บหน้าอกรุนแรงร่วมกับชีพจรเต้นผิดปกติ

หากสงสัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพราะการรักษาในระยะเวลาอันเหมาะสมมีผลต่อโอกาสรอดชีวิตและการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ


ใครบ้างที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ?

แม้โรคหัวใจจะพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและตรวจสุขภาพเป็นประจำ

อายุที่มากขึ้น

ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป และผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน


ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้เป็นเวลานาน อาจทำให้หลอดเลือดและหัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง


เบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อหลอดเลือด


ไขมันในเลือดสูง

ระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL ที่สูง หรือไตรกลีเซอไรด์สูง อาจทำให้เกิดการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ


สูบบุหรี่

สารเคมีในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดตีบและภาวะหัวใจขาดเลือด


น้ำหนักเกินและโรคอ้วน

ภาวะน้ำหนักเกินสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดผิดปกติ


ขาดการออกกำลังกาย

การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่น ๆ


ประวัติครอบครัว

หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ความเสี่ยงของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวอาจเพิ่มขึ้น


แพทย์ตรวจหาสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอย่างไร?

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติสุขภาพ และผลการตรวจร่างกาย ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

การตรวจที่อาจใช้ ได้แก่

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

ช่วยประเมินการทำงานของหัวใจและค้นหาความผิดปกติที่อาจสัมพันธ์กับภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ


ตรวจเลือด

ในผู้ที่สงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แพทย์อาจพิจารณาตรวจสารบ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจร่วมกับการประเมินอื่น ๆ


อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography)

ใช้ประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และโครงสร้างภายในหัวใจ


การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)

อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายเพื่อประเมินการตอบสนองของหัวใจต่อการออกกำลังกาย ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์


การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Angiography)

อาจพิจารณาในผู้ป่วยบางรายเพื่อประเมินหลอดเลือดหัวใจ โดยขึ้นอยู่กับอาการและดุลยพินิจของแพทย์


วิธีลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

แม้ปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุหรือพันธุกรรม จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

รับประทานอาหารที่สมดุล

  • เพิ่มผักและผลไม้
  • เลือกโปรตีนไขมันต่ำ
  • ลดอาหารหวาน มัน และเค็ม
  • ลดอาหารแปรรูป

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์


งดสูบบุหรี่

การเลิกสูบบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ


ควบคุมโรคประจำตัว

ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งและติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ


ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การตรวจสุขภาพช่วยประเมินปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด เพื่อวางแผนป้องกันโรคหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


Checklist ความเสี่ยงโรคหัวใจ

ลองสำรวจตนเอง หากมีหลายข้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง

☐ อายุเกิน 45 ปี (ผู้ชาย) หรือหลังวัยหมดประจำเดือน (ผู้หญิง)

☐ สูบบุหรี่

☐ เป็นเบาหวาน

☐ ความดันโลหิตสูง

☐ ไขมันในเลือดสูง

☐ น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

☐ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

☐ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

☐ เคยมีอาการเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง

☐ มีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ


เวลาให้บริการ

เปิดให้บริการ
ทุกวันจันทร์ เวลา 17.00 - 20.00น.
ทุกวันอาทิตย์ เวลา 08.00 - 12.00น.


ติดต่อ

02-529-4533 ต่อ 1320

แพ็กเกจแนะนำ

ทั้งหมด
เพิ่มลงตะกร้าเรียบร้อยแล้ว

บทความสุขภาพอื่นๆ

ทั้งหมด

ปวดเข่า ปวดข้อ เสื่อมหรืออักเสบ? วิธีสังเกตและแนวทางรักษา

เมื่อไรจึงควรผ่าตัด? รู้จักการรักษาด้วยการผ่าตัดสมัยใหม่

ภูมิแพ้ ไซนัส และหวัด ต่างกันอย่างไร? แยกอาการให้ถูกก่อนรักษา

สายตาพร่ามัว มองไม่ชัด เกิดจากอะไร? อาจไม่ใช่แค่สายตาสั้น

ลูกเป็นภูมิแพ้หรือหวัด? สังเกตอย่างไร

นอนกรน เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?