โรคไตเรื้อรัง รู้เร็ว ชะลอการฟอกไตได้ จริงหรือ?

โรคไตเรื้อรัง รู้เร็ว ชะลอการฟอกไตได้ จริงหรือ?

3 ก.ค. 2569

โรคไตเรื้อรัง รู้เร็ว ชะลอการฟอกไตได้ จริงหรือ?

  • โรคไตเรื้อรังมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองกำลังมีการทำงานของไตลดลง
  • การตรวจสุขภาพและประเมินการทำงานของไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้วางแผนการรักษาและชะลอการเสื่อมของไตได้
  • การควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงการปรับพฤติกรรมสุขภาพ มีส่วนสำคัญในการดูแลไต

ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสีย ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ รวมถึงช่วยควบคุมความดันโลหิตและสร้างฮอร์โมนบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย

เมื่อไตทำงานลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเข้าสู่ภาวะ โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ซึ่งในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงทราบว่าตนเองเป็นโรคเมื่อการทำงานของไตลดลงมากแล้ว

ข่าวดีคือ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หลายรายสามารถ ชะลอการเสื่อมของไต ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และอาจชะลอความจำเป็นในการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกไต ได้

บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักโรคไตเรื้อรัง สัญญาณเตือน ปัจจัยเสี่ยง และวิธีดูแลสุขภาพไตอย่างถูกต้อง


สารบัญ

  1. โรคไตเรื้อรังคืออะไร
  2. สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง
  3. ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคไต
  4. อาการที่ไม่ควรมองข้าม
  5. การตรวจคัดกรองโรคไต
  6. วิธีชะลอการเสื่อมของไต
  7. เมื่อไรควรพบอายุรแพทย์โรคไต
  8. คำถามที่พบบ่อย

โรคไตเรื้อรังคืออะไร?

โรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะที่ไตมีการทำงานลดลงหรือมีความผิดปกติของโครงสร้างไตอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการกรองของเสียและรักษาสมดุลของร่างกาย

โรคไตเรื้อรังแบ่งได้หลายระยะตามระดับการทำงานของไต โดยแพทย์จะใช้ข้อมูลจากการตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ และการประเมินอื่น ๆ ประกอบการวินิจฉัย


สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

1. โรคเบาหวาน

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานอาจทำลายหลอดเลือดฝอยภายในไต ทำให้ประสิทธิภาพการกรองของไตลดลง


2. ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้อาจทำให้หลอดเลือดในไตเสียหาย และเร่งการเสื่อมของไต


3. โรคไตอักเสบ

โรคบางชนิดทำให้หน่วยกรองไตเกิดการอักเสบ ส่งผลให้การทำงานของไตลดลง


4. นิ่วหรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ

การอุดกั้นเรื้อรังอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม


5. การใช้ยาบางชนิด

การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตในบางราย


6. พันธุกรรม

โรคไตบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ทำให้ผู้ที่มีประวัติครอบครัวควรได้รับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์


ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองโรคไต?

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่

  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบางชนิดเป็นประจำตามพฤติกรรมหรือข้อบ่งชี้เดิม ควรปรึกษาแพทย์เรื่องความเสี่ยง

อาการของโรคไตเรื้อรัง

ในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่มีอาการ

เมื่อการทำงานของไตลดลงมากขึ้น อาจพบอาการ เช่น

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้
  • เท้าหรือข้อเท้าบวม
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หรือมีฟองมากผิดปกติ
  • คันตามผิวหนัง
  • ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก

อาการเหล่านี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตเสมอไป จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์

การตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง ทำอย่างไร?

เนื่องจากโรคไตเรื้อรังในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ การตรวจสุขภาพจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะแรก โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

แพทย์อาจพิจารณาการตรวจดังต่อไปนี้

1. ตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไต

การตรวจเลือดช่วยประเมินการทำงานของไต เช่น

  • Serum Creatinine (ครีเอตินินในเลือด) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ประเมินการทำงานของไตร่วมกับข้อมูลอื่น
  • eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) เป็นค่าประมาณความสามารถในการกรองของไต ซึ่งคำนวณจากระดับครีเอตินิน อายุ และเพศ

การแปลผล eGFR ต้องพิจารณาร่วมกับอาการ ประวัติสุขภาพ และผลตรวจอื่น ๆ โดยแพทย์


2. ตรวจปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคไต เช่น

  • โปรตีนหรืออัลบูมินในปัสสาวะ
  • เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
  • ความผิดปกติอื่น ๆ ของตะกอนปัสสาวะ

ในผู้ป่วยเบาหวานหรือกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาตรวจ Urine Albumin-to-Creatinine Ratio (UACR) เพื่อประเมินการรั่วของอัลบูมินในปัสสาวะ


3. อัลตราซาวด์ไต

ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูขนาด รูปร่าง และความผิดปกติของไต เช่น นิ่ว ถุงน้ำ หรือการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ


โรคไตเรื้อรังมีกี่ระยะ?

โดยทั่วไป โรคไตเรื้อรังแบ่งตามระดับการทำงานของไต (eGFR) ออกเป็น 5 ระยะ เพื่อช่วยวางแผนการดูแลรักษา

ระยะ ลักษณะโดยทั่วไป
ระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ดี แต่มีหลักฐานว่ามีความผิดปกติของไต
ระยะที่ 2 การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย
ระยะที่ 3 การทำงานของไตลดลงระดับปานกลาง
ระยะที่ 4 การทำงานของไตลดลงมาก ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ระยะที่ 5 ไตทำงานลดลงอย่างมาก อาจต้องประเมินความจำเป็นในการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกไต หรือการปลูกถ่ายไต ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์

ผู้ป่วยในแต่ละระยะไม่ได้มีอาการเหมือนกัน และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องฟอกไต การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ระยะของโรค และการตอบสนองต่อการรักษา


ชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างไร?

แม้โรคไตเรื้อรังจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในหลายกรณี แต่การดูแลอย่างเหมาะสมสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้

1. ควบคุมความดันโลหิต

ความดันโลหิตที่อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายตามคำแนะนำของแพทย์ ช่วยลดภาระการทำงานของไตและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน


2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเหมาะสมช่วยลดการทำลายหน่วยกรองไตและชะลอการดำเนินของโรค


3. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ

ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไม่หยุดยาเอง โดยเฉพาะยาที่ใช้ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิต หรือภาวะอื่นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไต


4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น

ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หากใช้ต่อเนื่องหรือใช้โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการดำเนินของโรคไตในบางราย

ก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว


5. รับประทานอาหารที่เหมาะสม

ผู้ป่วยโรคไตอาจต้องปรับอาหารตามระยะของโรคและคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร เช่น

  • ลดอาหารเค็มหรือโซเดียมสูง
  • เลือกโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม
  • ระมัดระวังอาหารที่มีโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงในผู้ป่วยบางราย ตามคำแนะนำของทีมรักษา

ไม่ควรจำกัดอาหารเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ เพราะอาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ


6. ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อไต


7. งดสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงอาจเร่งการเสื่อมของไต


ดื่มน้ำเยอะ ๆ ช่วยป้องกันโรคไตจริงหรือ?

หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้ไตแข็งแรง แต่ความจริงคือ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่การดื่มในปริมาณมากเกินไป

สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตบางระยะ หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น หัวใจล้มเหลว แพทย์อาจแนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำ ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล


Checklist คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไตหรือไม่?

ลองสำรวจตนเอง หากมีหลายข้อ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพไต

☐ เป็นเบาหวาน

☐ เป็นความดันโลหิตสูง

☐ อายุ 60 ปีขึ้นไป

☐ มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต

☐ สูบบุหรี่

☐ น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

☐ ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ

☐ เคยพบโปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะ

☐ มีอาการบวมที่เท้าหรือใบหน้า

☐ ไม่เคยตรวจการทำงานของไตเลย


เวลาให้บริการ

เปิดให้บริการ
เวลา 08.00 - 17.00น.


ติดต่อ

โทร 02-529-4533 ต่อ 1815

แพ็กเกจแนะนำ

ทั้งหมด
เพิ่มลงตะกร้าเรียบร้อยแล้ว

บทความสุขภาพอื่นๆ

ทั้งหมด

ปวดเข่า ปวดข้อ เสื่อมหรืออักเสบ? วิธีสังเกตและแนวทางรักษา

เมื่อไรจึงควรผ่าตัด? รู้จักการรักษาด้วยการผ่าตัดสมัยใหม่

ภูมิแพ้ ไซนัส และหวัด ต่างกันอย่างไร? แยกอาการให้ถูกก่อนรักษา

สายตาพร่ามัว มองไม่ชัด เกิดจากอะไร? อาจไม่ใช่แค่สายตาสั้น

ลูกเป็นภูมิแพ้หรือหวัด? สังเกตอย่างไร

นอนกรน เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?