โรคไตเรื้อรัง รู้เร็ว ชะลอการฟอกไตได้ จริงหรือ?
โรคไตเรื้อรัง รู้เร็ว ชะลอการฟอกไตได้ จริงหรือ?
- โรคไตเรื้อรังมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองกำลังมีการทำงานของไตลดลง
- การตรวจสุขภาพและประเมินการทำงานของไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้วางแผนการรักษาและชะลอการเสื่อมของไตได้
- การควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงการปรับพฤติกรรมสุขภาพ มีส่วนสำคัญในการดูแลไต
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสีย ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ รวมถึงช่วยควบคุมความดันโลหิตและสร้างฮอร์โมนบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย
เมื่อไตทำงานลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเข้าสู่ภาวะ โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ซึ่งในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงทราบว่าตนเองเป็นโรคเมื่อการทำงานของไตลดลงมากแล้ว
ข่าวดีคือ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หลายรายสามารถ ชะลอการเสื่อมของไต ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และอาจชะลอความจำเป็นในการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกไต ได้
บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักโรคไตเรื้อรัง สัญญาณเตือน ปัจจัยเสี่ยง และวิธีดูแลสุขภาพไตอย่างถูกต้อง
สารบัญ
- โรคไตเรื้อรังคืออะไร
- สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง
- ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคไต
- อาการที่ไม่ควรมองข้าม
- การตรวจคัดกรองโรคไต
- วิธีชะลอการเสื่อมของไต
- เมื่อไรควรพบอายุรแพทย์โรคไต
- คำถามที่พบบ่อย
โรคไตเรื้อรังคืออะไร?
โรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะที่ไตมีการทำงานลดลงหรือมีความผิดปกติของโครงสร้างไตอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการกรองของเสียและรักษาสมดุลของร่างกาย
โรคไตเรื้อรังแบ่งได้หลายระยะตามระดับการทำงานของไต โดยแพทย์จะใช้ข้อมูลจากการตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ และการประเมินอื่น ๆ ประกอบการวินิจฉัย
สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
1. โรคเบาหวาน
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานอาจทำลายหลอดเลือดฝอยภายในไต ทำให้ประสิทธิภาพการกรองของไตลดลง
2. ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้อาจทำให้หลอดเลือดในไตเสียหาย และเร่งการเสื่อมของไต
3. โรคไตอักเสบ
โรคบางชนิดทำให้หน่วยกรองไตเกิดการอักเสบ ส่งผลให้การทำงานของไตลดลง
4. นิ่วหรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
การอุดกั้นเรื้อรังอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
5. การใช้ยาบางชนิด
การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตในบางราย
6. พันธุกรรม
โรคไตบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ทำให้ผู้ที่มีประวัติครอบครัวควรได้รับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์
ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองโรคไต?
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- ผู้ป่วยเบาหวาน
- ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบางชนิดเป็นประจำตามพฤติกรรมหรือข้อบ่งชี้เดิม ควรปรึกษาแพทย์เรื่องความเสี่ยง
อาการของโรคไตเรื้อรัง
ในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่มีอาการ
เมื่อการทำงานของไตลดลงมากขึ้น อาจพบอาการ เช่น
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้
- เท้าหรือข้อเท้าบวม
- ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หรือมีฟองมากผิดปกติ
- คันตามผิวหนัง
- ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก
อาการเหล่านี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตเสมอไป จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์
การตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง ทำอย่างไร?
เนื่องจากโรคไตเรื้อรังในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ การตรวจสุขภาพจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะแรก โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
แพทย์อาจพิจารณาการตรวจดังต่อไปนี้
1. ตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไต
การตรวจเลือดช่วยประเมินการทำงานของไต เช่น
- Serum Creatinine (ครีเอตินินในเลือด) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ประเมินการทำงานของไตร่วมกับข้อมูลอื่น
- eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) เป็นค่าประมาณความสามารถในการกรองของไต ซึ่งคำนวณจากระดับครีเอตินิน อายุ และเพศ
การแปลผล eGFR ต้องพิจารณาร่วมกับอาการ ประวัติสุขภาพ และผลตรวจอื่น ๆ โดยแพทย์
2. ตรวจปัสสาวะ
การตรวจปัสสาวะช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคไต เช่น
- โปรตีนหรืออัลบูมินในปัสสาวะ
- เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
- ความผิดปกติอื่น ๆ ของตะกอนปัสสาวะ
ในผู้ป่วยเบาหวานหรือกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาตรวจ Urine Albumin-to-Creatinine Ratio (UACR) เพื่อประเมินการรั่วของอัลบูมินในปัสสาวะ
3. อัลตราซาวด์ไต
ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูขนาด รูปร่าง และความผิดปกติของไต เช่น นิ่ว ถุงน้ำ หรือการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ
โรคไตเรื้อรังมีกี่ระยะ?
โดยทั่วไป โรคไตเรื้อรังแบ่งตามระดับการทำงานของไต (eGFR) ออกเป็น 5 ระยะ เพื่อช่วยวางแผนการดูแลรักษา
| ระยะ | ลักษณะโดยทั่วไป |
|---|---|
| ระยะที่ 1 | ไตยังทำงานได้ดี แต่มีหลักฐานว่ามีความผิดปกติของไต |
| ระยะที่ 2 | การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย |
| ระยะที่ 3 | การทำงานของไตลดลงระดับปานกลาง |
| ระยะที่ 4 | การทำงานของไตลดลงมาก ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด |
| ระยะที่ 5 | ไตทำงานลดลงอย่างมาก อาจต้องประเมินความจำเป็นในการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกไต หรือการปลูกถ่ายไต ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์ |
ผู้ป่วยในแต่ละระยะไม่ได้มีอาการเหมือนกัน และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องฟอกไต การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ระยะของโรค และการตอบสนองต่อการรักษา
ชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างไร?
แม้โรคไตเรื้อรังจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในหลายกรณี แต่การดูแลอย่างเหมาะสมสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้
1. ควบคุมความดันโลหิต
ความดันโลหิตที่อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายตามคำแนะนำของแพทย์ ช่วยลดภาระการทำงานของไตและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเหมาะสมช่วยลดการทำลายหน่วยกรองไตและชะลอการดำเนินของโรค
3. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไม่หยุดยาเอง โดยเฉพาะยาที่ใช้ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิต หรือภาวะอื่นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไต
4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น
ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หากใช้ต่อเนื่องหรือใช้โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการดำเนินของโรคไตในบางราย
ก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว
5. รับประทานอาหารที่เหมาะสม
ผู้ป่วยโรคไตอาจต้องปรับอาหารตามระยะของโรคและคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร เช่น
- ลดอาหารเค็มหรือโซเดียมสูง
- เลือกโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม
- ระมัดระวังอาหารที่มีโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงในผู้ป่วยบางราย ตามคำแนะนำของทีมรักษา
ไม่ควรจำกัดอาหารเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ เพราะอาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
6. ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อไต
7. งดสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงอาจเร่งการเสื่อมของไต
ดื่มน้ำเยอะ ๆ ช่วยป้องกันโรคไตจริงหรือ?
หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้ไตแข็งแรง แต่ความจริงคือ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่การดื่มในปริมาณมากเกินไป
สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตบางระยะ หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น หัวใจล้มเหลว แพทย์อาจแนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำ ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล
Checklist คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไตหรือไม่?
ลองสำรวจตนเอง หากมีหลายข้อ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพไต
☐ เป็นเบาหวาน
☐ เป็นความดันโลหิตสูง
☐ อายุ 60 ปีขึ้นไป
☐ มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต
☐ สูบบุหรี่
☐ น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
☐ ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ
☐ เคยพบโปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะ
☐ มีอาการบวมที่เท้าหรือใบหน้า
☐ ไม่เคยตรวจการทำงานของไตเลย
เวลาให้บริการ
เปิดให้บริการ
เวลา 08.00 - 17.00น.
ติดต่อ
โทร 02-529-4533 ต่อ 1815


